Line
แบบฟอร์มติดต่อ
1483 สายด่วนบริการ เบอร์โทรฟรี
ค้นหาที่ตั้งสาขา
เทคนิคจัดเก็บสินค้า

รวมเทคนิคจัดเก็บสินค้าให้เป็นระบบ ค้นหาง่าย สต๊อกไม่จม!

การบริหารคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพเริ่มจากการวางแผนจัดเก็บสินค้าที่ดี หากระบบไม่เป็นระเบียบอาจนำไปสู่ปัญหาต้นทุนจมและสินค้าเสียหายได้ Jungheinrich จะพาไปเจาะลึกเทคนิคการจัดระเบียบสต๊อกให้ทำงานง่ายขึ้น พร้อมแนะนำรูปแบบการจัดวางที่ช่วยบริหารพื้นที่การใช้งานอย่างเกิดประโยชน์

การจัดเก็บสินค้า (Warehouse Storage) คืออะไร

กระบวนการจัดระเบียบสินค้าและวัตถุดิบภายในพื้นที่คลังสินค้า เพื่อรักษาคุณภาพให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และพร้อมสำหรับการส่งมอบ โดยอาศัยการจัดวางอย่างเป็นระบบตามประเภทและลักษณะของสินค้า เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึง เคลื่อนย้าย และตรวจสอบจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการโลจิสติกส์ในธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ทำไมสินค้าคงคลัง (Inventory) ถึงเป็นหัวใจสำคัญ

สินค้าคงคลังเปรียบเสมือนสินทรัพย์หมุนเวียนที่ตัดสินความคล่องตัวของธุรกิจ การมีสต๊อกในปริมาณที่เหมาะสมช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะมีสินค้าพร้อมจำหน่ายและไม่เสียโอกาสทางการค้า ในทางกลับกัน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี สินค้าอาจกลายเป็นต้นทุนจมที่ดึงเงินหมุนเวียนขององค์กรไปโดยไม่จำเป็น การควบคุมสินค้าคงคลังจึงเป็นปัจจัยหลักในการรักษาสมดุลระหว่างรายจ่ายและผลกำไร

ประโยชน์ของการจัดเก็บสินค้าที่เป็นระบบ ช่วยยกระดับธุรกิจอย่างไรบ้าง

การวางระบบที่ชัดเจนไม่เพียงแต่ทำให้พื้นที่ทำงานดูเป็นระเบียบ แต่ยังส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจในหลายด้าน ดังนี้

  • เพิ่มความเร็วในการทำงาน : พนักงานสามารถระบุตำแหน่งสินค้าได้แม่นยำ ลดเวลาในการค้นหาและหยิบสินค้า (Picking)
  • ลดความสูญเสียและเสียหาย : การจัดวางที่ถูกวิธีช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพจากการทับถมหรือการจัดเก็บในสภาวะที่ไม่เหมาะสม
  • ข้อมูลสต๊อกแม่นยำ : ช่วยให้การวางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบและสินค้าทำได้จริงตามความต้องการตลาด ลดปัญหาสินค้าล้นหรือขาดสต๊อก
  • ใช้พื้นที่คุ้มค่า : ช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้าในพื้นที่จำกัดโดยไม่ต้องขยายอาคาร

รูปแบบการจัดเก็บสินค้า

6 รูปแบบการจัดเก็บสินค้าที่นิยมใช้ในระดับสากล มีอะไรบ้าง

การเลือกกลยุทธ์การกำหนดตำแหน่งวางสินค้า (Stock Location Assignment) ที่เหมาะสมกับลักษณะของผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้การไหลเวียนของงานคล่องตัวขึ้น โดยมีรูปแบบมาตรฐานที่นิยมใช้ดังนี้

1. การจัดเก็บแบบกำหนดตำแหน่งตายตัว (Fixed Location)

รูปแบบนี้มีการระบุตำแหน่งที่แน่นอนสำหรับสินค้าแต่ละรหัส (SKU) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพิกัดพร่ำเพรื่อ มีข้อดีคือพนักงานจะเกิดความคุ้นเคยจนสามารถหยิบสินค้าได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับคลังสินค้าที่มีรายการสินค้าไม่หลากหลายนักและมีปริมาณการจัดเก็บคงที่

2. การจัดเก็บแบบไม่กำหนดตำแหน่งตายตัว (Non-Fixed Location)

ระบบที่เน้นความยืดหยุ่น โดยสินค้าสามารถจัดเก็บในช่องว่างใดก็ได้ที่พร้อมใช้งานในขณะนั้น ช่วยให้พื้นที่ในคลังสินค้าถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหลากหลายขนาดและมีปริมาณการเข้าออกที่ไม่แน่นอน

3. การจัดเก็บแบบไร้รูปแบบ (Informal Storage)

การจัดเก็บที่ไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือตำแหน่งที่เจาะจง พนักงานผู้ดูแลจะเป็นผู้ตัดสินใจวางสินค้าตามความเหมาะสมของพื้นที่ว่างในขณะนั้น มักพบในร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือคลังในครัวเรือนที่มีปริมาณสินค้าไม่มากจนเกินกว่าจะควบคุมด้วยสายตา

4. การจัดเก็บแบบเรียงตามรหัสสินค้า (Item Number)

การใช้ระบบรหัสสินค้าหรือเลขลำดับเป็นตัวกำหนดตำแหน่งจัดวาง ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลในระบบบัญชีกับพื้นที่จริงทำได้ง่ายและเป็นระเบียบ ลดความสับสนในการหยิบสินค้าที่มีลักษณะภายนอกคล้ายกันแต่คนละรหัส เหมาะกับสินค้าที่มีจำนวนนำเข้าและส่งออกคงที่

5. การจัดเก็บแบบแยกตามประเภท (Classified Storage)

การจัดกลุ่มสินค้าที่มีคุณสมบัติหรือประเภทเดียวกันไว้ในโซนที่ใกล้กัน เช่น แยกโซนอุปกรณ์ไฟฟ้า โซนเสื้อผ้า หรือโซนอาหาร ช่วยให้พนักงานแยกแยะหมวดหมู่ได้ทันทีและง่ายต่อการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท

6. การจัดเก็บแบบผสมผสาน (Combination System)

การนำจุดเด่นของหลายระบบมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เช่น กำหนดตำแหน่งตายตัวสำหรับสินค้าที่ขายดี (Fast Moving) และใช้ระบบไม่กำหนดตำแหน่งสำหรับกลุ่มสินค้าทั่วไป ระบบนี้มักถูกนำมาใช้ในคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายของสินค้าสูง

ขั้นตอนการจัดการคลังสินค้า

ขั้นตอนการจัดการคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ไม่เสียของ ไม่เสียเวลา ต้องทำอย่างไร?

เพื่อให้การจัดเก็บสินค้ามีมาตรฐานและลดข้อผิดพลาด Jungheinrich ขอแนะนำขั้นตอนปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ดังนี้

  • การคัดแยกและระบุตัวตน : ติดป้ายกำกับ รหัสสินค้า หรือ Barcode ให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนการรับเข้า (Receiving) เพื่อความสะดวกในการติดตาม
  • วางผังคลังสินค้า (Layout Planning) : แบ่งโซนการรับ การเก็บ และการส่งให้เป็นสัดส่วน เพื่อลดระยะทางและเวลาในการเคลื่อนย้าย
  • ใช้ระบบหมุนเวียนสินค้า : ยึดหลัก FIFO (First-In, First-Out) เพื่อให้สินค้าที่เข้ามาก่อนถูกระบายออกไปก่อน ป้องกันปัญหาสินค้าตกค้างหรือเสื่อมสภาพ
  • ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ : ทำการตรวจสอบสต๊อกแบบหมุนเวียน (Cycle Count) เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลในระบบกับสินค้าจริงอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาสินค้าสูญหาย

อุปกรณ์และระบบจัดเก็บสินค้าประเภทไหนที่ช่วยตอบโจทย์อุตสาหกรรม?

การเลือกใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมที่มีความทนทานและได้มาตรฐานเป็นสิ่งจำเป็นในการรองรับน้ำหนักสินค้าในแนวตั้ง นอกจากนี้ การใช้รถโฟล์คลิฟท์ที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ ควบคู่ไปกับระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุตำแหน่ง ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้การบริหารจัดการสต๊อกเป็นไปอย่างราบรื่น

การจัดการคลังสินค้าที่เป็นระบบคือรากฐานสำคัญของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกลยุทธ์การวางสินค้าที่ถูกต้อง หรือการเลือกใช้อุปกรณ์สนับสนุนที่ได้มาตรฐาน Jungheinrich พร้อมเป็นพันธมิตรในการจัดหาโซลูชันด้านโลจิสติกส์ ทั้งบริการให้เช่ารถโฟล์คลิฟท์ประสิทธิภาพสูง รวมถึงรถโฟล์คลิฟท์มือสองปรับสภาพ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้การทำงานในคลังสินค้าของคุณดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจคุณ

Stage เงินปันผล

ข้อมูล ติดต่อ

เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

โทรศัพท์

1483

ทำการติดต่อ

คำถามที่พบบ่อย

 

ยังมีข้อสงสัยใช่หรือไม่